ติดตามรายงานหนี้สินของโรงพยาบาลตามแนวชาย แดนฝั่งตะวันตก ที่ภาระกิจ และมนุษยธรรมการรักษาพยาบาลให้แก่บุคคลไร้ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ กลายเป็นเส้นขนาน
ติดตามรายงานหนี้สินของโรงพยาบาลตามแนวชาย แดนฝั่งตะวันตก ที่ภาระกิจ และมนุษยธรรมการรักษาพยาบาลให้แก่บุคคลไร้ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ กลายเป็นเส้นขนาน
หลังการเปิดเผยผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มูลค่ากว่า 86,000 ล้านบาทก่อนสิ้นปี 2552 ทำให้รัฐมนตรี 2 คนลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ตามทีมที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ เมื่อปรากฏข่าวการเปิดโปงการทุจริตโดยชมรมแพทย์ชนบทผ่านสื่อมวลชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 เป็นต้นมา กล่าวกันว่าเป็นการเตรียมการทุจริตที่ไม่ได้ใยดีต่อประวัติศาสตร์และบทเรียนจาก ‘การทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ งบฯ 1,400 ล้านบาท’ เมื่อปี 2541 ที่ชมรมแพทย์ชนบท เภสัชชนบท และเครือข่ายต่อต้านการทุจริตภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหว มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30 คณะ จนทำให้นักการเมืองถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 15 ปี ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดราชดำเนินเสวนา “ถามหา ‘มาตรฐาน’ จากทุจริตยา ถึง ไทยเข้มแข็ง?” ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ภาคประชาสังคม’ เข้ามาสอดรับการเคลื่อนไหวของชมรมแพทย์ชนบทอีกครั้งในการตรวจสอบทุจริตครั้งนี้ โดยมีประเด็นและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ ..
จากการสอบสวนโดยคณะกรรมการชุดนพ.บรรลุ ศิริพานิช ระบุชัดแจ้งว่ามีผู้ต้องรับผิดต่อกรณีการเตรียมการทุจริตนี้ เพื่อให้ทางรัฐบาลได้ดำเนินการต่อไป ดังนี้
ก. ฝ่ายราชการการเมือง ได้แก่
(1) นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการเรื่องสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี รวมทั้งเครื่องพ่นฆ่ายุง และรถพยาบาล
(2) นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเรื่องการสั่งการเกี่ยวกับโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งโดยรวม และเรื่องรถพยาบาล
(3) นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความผิดพลาด บกพร่อง ส่อเจตนาไม่สุจริต และการเปิดช่องทางมีการแสวงหาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข
(4) นพ.กฤษดา มนูญวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีส่วนพัวพันเรื่องยูวีแฟน
กรมการแพทย์เป็นอีกหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากรองจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเป็นสิ่งก่อสร้าง 4,884,912,900 บาท ครุภัณฑ์การแพทย์ 2,646,780,000 บาท รวมทั้งสิ้น 7,531,692,900 บาท ซึ่งมีลักษณะการเอื้อการทุจริตในลักษณะเดียวกับสำนักปลัดกระทรวง
ในส่วนของสิ่งก่อสร้าง พบว่าอาคารลักษณะคล้ายคลึงกันในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีราคาต่อตารางเมตรอยู่ระหว่าง 14,000 – 24,000 บาท แต่ราคาอาคารอื่นของกรมการแพทย์ที่กำหนดไว้ค่อนข้างแพง โดยเฉพาะที่มีราคาเกินกว่า 24,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งต้องสงสัยว่า เป็นการจงใจกำหนดราคากลางที่สูงเกินจริง ...
การเตรียมการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากความพยายามทุจริตจัดซื้อเครื่องมือแพทย์หลายรายการในวงเงินงบประมาณมหาศาล การลงทุนในสิ่งก่อสร้างต่างๆ ด้วยวงเงินมากถึง 31,566 ล้านบาท ที่ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของประเทศในอนาคต เนื่องจากขาดยุทธศาสตร์ และการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน งบประมาณยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ มากกว่าที่จะกระจายออกไปในระดับทุติยภูมิและปฐมภูมิที่ขาดแคลนมากกว่า จึงไม่ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซ้ำร้ายยังมี ‘นักการเมือง’ เข้ามาล้วงลูก และยุยงข้าราชการให้พัวพันไปด้วยว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก”
โดยเฉพาะ นายมานิตย์ นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการสธ. การใช้ตำแหน่งหน้าที่สั่งการให้ข้าราชการของบประมาณก่อสร้างเกินความจำเป็น นอกจากมุ่งเพื่อการหาเสียงแล้ว น่าสงสัยว่าจะมีผลประโยชน์ในเรื่องการรับเหมาก่อสร้างด้วยหรือไม่ และการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของ สส.และรัฐมนตรี การดำเนินการเช่นนี้ น่าพิจารณาว่าจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 266 และมาตรา 265 หรือไม่?
ด้วยกลเม็ดการเตรียมการทุจริต ทั้งการฮั้ว การล็อคสเปค การเพิ่มราคางบประมาณที่จัดสรรต่อหน่วยครุภัณฑ์ การจัดสรรให้โดยเกินความจำเป็น การจัดสรรให้โดยไม่ได้ต้องการไม่ได้ร้องขอ การดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ไม่คุ้มค่า ไม่เหมาะสมและไม่สุจริต เปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะต่างๆ เหล่านี้ เปิดทางแก่การทุจริตคอรัปชั่น ทางคณะกรรมการชุดนพ.บรรลุ ศิริพานิช ได้ประมาณมูลค่าความเสียหายจากการทุจริตงบประมาณแผ่นดินโดยประมาณ เฉพาะส่วนของครุภัณฑ์ รวมมูลค่างบประมาณที่สูงเกินสมควร (719.98) ล้านบาท และควรป้องกันการสูญเสียในอนาคตได้อีก 645–1,308 ล้านบาท ดังนี้
ข่าวการฮั้วรถพยาบาลในงบไทยเข้มแข็งจำนวน 800 คันที่มีการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งๆ ละ 1 คันนั้น ได้เริ่มปรากฏต่อสาธารณะตั้งแต่วันพุธที่ 30 กันยายน 2552 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้พาดหัวข่าวประมาณว่า “แพทย์ชนบทปูดทุจริตรถพยาบาลมีข้อมูลว่ามีฝ่ายการเมืองไปเจรจากับบริษัทเอกชนที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ถึงขั้นเสนอราคาให้คันละ 100,000 บาท ทำให้ราคาจัดซื้อรถพยาบาล 1 คันที่มีอุปกรณ์การแพทย์สำคัญ 2 รายการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เครื่องช่วยหายใจและเครื่องกระตุกหัวใจที่เคยซื้อได้ 1.7 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านบาท”
หมายเหตุ: 'เปิดปมงาบงบใครเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข' เป็นรายงานขนาดยาว ที่ฝ่ายวิชาการ ชมรมแพทย์ชนบท เตรยมตีพิมพ์ในวารสารโรงพยาบาชุมชน โดยรวบรวมและประมวลข้อเท็จจริงจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะรายงานการสอบสวนของคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2552 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2552 (ที่มีนพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน)และมีการแถลงต่อสาธารณะไปแล้ว มาประมวลใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เห้นถึงกลไกในกระบวนการเตรียมทุจริตงบไทยเข้มแข็งก้อนโต
โดยฝ่ายวิชาการ เห็นว่าการเปิดเผยผลการสอบสวนดังกล่าว ไม่ควรแค่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แล้วเรื่องเงียบหายไป ที่สำคัญขณะนี้กลไกการตรวจสอบอื่นๆ ยังไม่ทำงานเท่าที่ควร อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รัฐสภา ฯ รวมทั้งภาคประชาสังคมต่างๆ
มากกว่านั้น 'ข้อเท็จจริง' เหล่านี้ ควรนำไปสู่การรื้อโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เกื้อหนุนและสร้างสมรรถภาพต่อระบบบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน อันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน จึงขอตัดและเรียบเรียงรายงาน 'เปิดปมงาบงบใครเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข' ของชมรมแพทย์ชนบทออกเป็นตอนๆ ดังจะเสนอเป็นลำดับต่อไป
หลังการเปิดโปงอย่างต่อเนื่องของชมรมแพทย์ชนบท โดยเฉพาะนพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมแพ ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2552 เป็นต้นมาต่อกรณีงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 86,685.61 ล้านบาท ทำให้ความร้อนของการตรวจสอบจากสาธารณะนั้นเพิ่มอุณหภูมิไปทั้งกระทรวงและรัฐบาล กดดันให้นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้ง นพ.บรรลุ ศิริพานิช อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
จากการทำหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวอย่างจริงจังแม้จะเงียบลึก แต่เมื่อผลการสอบสวนปรากฏสู่สาธารณะ ก็ได้สร้างความชัดเจนในกระบวนการเตรียมการทุจริตงบไทยเข้มแข็งว่าใครคิดจะทำกันอย่างไร อีกทั้งยังชี้มูลชัดเจนว่า มี 4 นักการเมืองและ 8 ข้าราชการระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการเตรียมการทุจริตในครั้งนี้ (ดังรายละเอียดตามไฟล์แนบทั้งหมด)


“หมีดหม้อสีขาว” เป็นภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง เขม่าบริเวณก้นหม้อที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งโดยปกติเราจะเห็นเป็นสีดำ แต่หากมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์จะเป็นเขม่าสีขาว ซึ่งเปรียบเหมือนการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ ไม่จำกัดอายุ ที่มีจิตใจสาธารณะ “กลุ่มหมีดหม้อสีขาว อ.จะนะ จ.สงขลา” ตั้งใจจริงในการร่วมกันผลิตสื่อที่มีจุดยืนเพื่อชุมชน คนที่มาร่วมกลุ่มกันก็ความหลากหลายทั้งนักเรียน นักศึกษา เยาวชนและชาวบ้านในหมู่บ้าน สื่ออิสระ สื่อท้องถิ่น นักพัฒนาเอกชน